บทที่4/1

posted on 22 Apr 2008 21:17 by wormearth

 

 

ในห้างสรรพสินค้าเต็มไปด้วยของประดับประดาต้อนรับปีใหม่ แสงไฟระยิบระยับกับต้นคริสมาสต์ต้นใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้าง เสียงเพลงจังหวะสนุกสนานประจำเทศกาลเปิดคลออยู่ตลอดเวลา ลูกแมวน้อยของผมควงแขนผมแจราวกับกลัวว่าฝูงชนจะทำให้ผมหายไปจากเธอ

 

เราตกลงที่จะแยกย้ายกันเพื่อไปหาซื้อของขวัญให้อีกฝ่าย แต่เธอยังจับมือผมแน่นไม่ยอมปล่อย แล้วเดี๋ยวเราจะเจอกันที่ไหนคะเธอถามผมด้วยน้ำเสียงออดอ้อน

 

ร้านกาแฟเปิดใหม่ที่เราเดินผ่านมาเมื่อกี้ดีไหม

 

ทำไมไม่ไปร้านเดิมล่ะ

 

            ผมว่าร้านใหม่ดีกว่านะ

 

ก็ได้ค่ะ แต่ว่านะใครมาถึงทีหลังต้องเลี้ยงกาแฟด้วย

 

ปริมหาเรื่องให้ผมเลี้ยงกาแฟเห็นๆเลย ก็รู้ๆกันอยู่ว่าปริมเดินดูของเร็วกว่าผมตลอด

 

ไม่รู้ล่ะ ตกลงตามนี้นะ แทนจะได้รีบๆมาไง

 

ก็ได้ครับ ที่นี้ปล่อยมือผมได้หรือยัง

 

ปล่อยแล้วก็ได้ค่ะ แต่แทนรีบๆมานะ

 

จะพยายามครับ  เธอส่งยิ้มหวานให้ผม ก่อนจะพาหางม้าสีน้ำตาลของเธอเดินไหวๆไปจนลับตา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ทุกครั้งที่มาห้างสรรพสินค้าที่แรกที่ฉันจะต้องไปเยี่ยมเยือนราวกับถูกมนต์สะกดก็คือแผนกนาฬิกา ทั้งที่ข้อมือทั้งสองข้างของฉันไม่เคยถูกสายนาฬิกาสัมผัส บางทีฉันอาจใช้ชีวิตเหมือนคนที่หลงอยู่ในอดีต ติดอยู่กับความเคยชินเก่าๆของใครบางคน

  

เนิ่นนานกับเวลาที่ฉันใช้ไปเพื่อค่อยๆไล่สายตาดูนาฬิกาทีละเรือนอย่างช้าๆเหมือนอย่างที่เขาเคยชอบทำอยู่เสมอ แล้วฉันก็สะดุดตากับนาฬิกาสีเขียวขี้ม้า

 

ขอดูเรือนนี้ได้ไหมคะ คนขายหยิบนาฬิกาออกจากตู้กระจกใสส่งมาให้ ฉันรู้ในทันทีที่สายตาได้มองใกล้และมือได้สัมผัสว่านาฬิกาเรือนนี้เหมาะกับเขาอย่างที่สุด

 

เอาเรือนนี้ค่ะ ห่อของขวัญให้ด้วยนะคะฉันนึกภาพยามที่นาฬิกาเรือนนี้อวดโฉมอยู่บนข้อมือของเขาแล้วยิ้ม

 

จนคนขายยื่นถุงใบเล็กมาให้พร้อมกับกล่าวขอบคุณ ภาพของแทนจึงเพิ่งจะซ้อนทับภาพมายาที่ฉันสร้างขึ้น ราวกับว่าฉันเพิ่งจะนึกขึ้นได้ในนาทีนั้นเองว่าวันนี้ฉันมาซื้อของขวัญให้ใคร และใครเป็นผู้ชายที่อยู่ในชีวิตฉันตอนนี้

  

ฉันควรจะทำอย่างไรกับใครบางคนที่ติดแน่นอยู่ในความนึกคิดเกินกว่าที่ฉันจะคาดถึง หากแทนบังเอิญได้รู้ว่าตลอดเวลาที่อยู่เคียงข้าง ฉันใช้เขาเป็นตัวแทนของใครอีกคนจะรู้สึกอย่างไร ขอโทษนะแทน ฉันกล่าวคำในใจแผ่วเบา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ครั้งหนึ่งพี่เอกเคยบ่นกับผมว่าอยากได้ดินสอแท่งใหม่ แม้ว่าจะเป็นการพูดถึงโดยไม่ได้เอาใจใส่ แต่ก็มากพอที่จะทำให้คนที่จับแต่ปากกามาตลอดชีวิตอย่างผมเดินเข้าไปเลือกดูดินสออย่างเก้ๆกังๆ สุดท้ายผมก็เดินออกมาพร้อมกับดินสอแท่งที่สวยที่สุดและแพงที่สุดในร้าน

 

เมื่อเลือกของขวัญให้คนที่ผมรักมากที่สุดในชีวิตเรียบร้อยแล้วก็ถึงเวลาสำหรับลูกแมวน้อยของผมเสียที  ผมเดินดูของไปเรื่อยๆ ยังไม่พบอะไรที่น่าสนใจ แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่าน้ำหอมของเธอใกล้จะหมดแล้ว เธอเปลี่ยนอะไรต่อมิอะไรเกี่ยวกับตัวเธออยู่เสมอ ยกเว้นก็แต่น้ำหอม

 

ทีแรกผมตั้งใจที่จะซื้อน้ำหอมขวดใหญ่ให้เธอ แต่เพราะราคาของดินสอที่ผมเพิ่งจะซื้อไปก่อนหน้า ทำให้น้ำหอมของเธอถูกลดลงมาเหลือเป็นขวดเล็ก ลูกแมวน้อยของผมใจดีเธอคงจะไม่ว่าอะไร แต่ถ้าเธอบังเอิญได้รู้ว่าผมรักใครคนอื่นมากกว่าและเห็นว่าเขาสำคัญมากไปกว่า เธอจะน้อยใจหรือว่าเธอจะเข้าใจ ผมไม่รู้เลย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ร้านกาแฟที่เต็มไปด้วยสีสันแบบร้านนี้ ทำให้ฉันแสบตามากกว่าจะรู้สึกสบาย ฉันเลยอดคิดถึงร้านกาแฟร้านประจำของเราขึ้นมาไม่ได้ ร้านโทนสีน้ำตาลที่เต็มไปด้วยต้นไม้สีเขียวและโซฟาเบาะนุ่ม ทั้งที่แทนเองก็ติดใจร้านนั้นเหมือนกันกับฉันแต่ทำไมวันนี้ถึงได้เลือกที่นี่

 

อาจจะตั้งแต่วันนั้นที่แทนพูดกับฉันว่า โลกของปริมมันหม่นมืดไปนะ หัดอยู่กับแสงสว่างและความสดใสบ้าง บางทีแทนอาจจะรู้สึกว่ามันเป็นหน้าที่ของเขาที่จะต้องจับฉันโยนเข้าไปในโลกของสีสัน

 

หลังจากวันนั้นแทนก็เลือกสวมใส่แต่เสื้อผ้าที่ไม่ใช่สีโทนขาวดำอย่างที่เราเคยชอบ ซึ่งตามธรรมเนียมปฏิบัติของเราทำให้ฉันต้องสวมใส่ตามอย่างไม่มีทางเลือก อย่างในวันนี้ก็เป็นเสื้อสีฟ้ากับกางเกงสีขาวของแทน และกระโปรงสีขาวของฉัน

 

แทนทำราวกับว่าสีสันจะช่วยเยียวยาความหม่นหมองของฉันลงได้ เขาไม่รู้เลยเหรอว่าความขุ่นมัวหม่นมืดของฉันมันเกิดขึ้นจากจิตใจ ไม่ใช่จากสภาพแวดล้อม ดังนั้นตราบเท่าที่หัวใจของฉันยังเป็นดวงเดิม ไม่ว่าจะกี่สีสันที่แต่งแต้มเติมแต่งก็ไม่ทำให้หัวใจสีหม่นของฉันกลับกลายเป็นสดใสขึ้นมาได้

 

ทั้งที่แทนเองเป็นคนบอกกับฉันว่า ผมรู้สึกเหมือนกับว่าปริมมีชีวิตอยู่ในหนังของ หว่อง กา ไว แทนไม่เคยสังเกตเห็นเลยใช่ไหมว่าแม้ว่าริมฝีปากจะถูกฉาบด้วยลิปสติกสีแดงสด แม้ว่าอาภรณ์ที่ใส่สวมจะเป็นกี่เพ้าสีฉูดฉาด แต่ตัวละครก็ยังคงโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา สีสันไม่ได้ช่วยอะไรเลย

 

อาจเพราะในขณะที่แทนนั่งดูหนังของ หว่อง กา ไว กับฉันแล้วมีแต่คำถาม ฉันกลับมองดูพวกเขาอย่างเข้าใจและเห็นอกเห็นใจ

 

Chungking Express ทำให้แทนตั้งคำถามกับฉันว่า คนเราต้องเหงาสักแค่ไหน ถึงจะเริ่มพูดคุยกับข้าวของแทนผู้คนฉันไม่ได้ตอบแทนไปว่า เหงาเท่าที่ฉันเป็น เพราะครู่ใหญ่ที่นั่งรอแทนอยู่ตรงนี้ ฉันนั่งคุยกับคาปูชิโน่เย็นในแก้วบนโต๊ะตรงหน้าอย่างออกรส และนั่งคุยกับกุหลาบสีแดงดอกสวยในแจกันสีขาวอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ฉันแค่ไม่อยากจะรับรู้ว่าความจริงแล้วฉันนั่งอยู่คนเดียว

 

ใน Day of Being Wild แทนบอกกับฉันว่าเขาไม่เข้าใจ นกไร้ขา เอาเสียเลย ผมไม่เข้าใจว่าทำไมมันถึงต้องบินอยู่ตลอดเวลาและไม่ยอมหาทางหยุดพัก

 

ที่มันบินอยู่ตลอดเวลาก็เพราะว่ามันเจ็บปวดไงคะฉันตอบไป

 

แต่คำตอบของฉันคงทำให้แทนยิ่งสงสัย เขาจึงถามฉันต่อว่า แล้วทำไมมันถึงเลือกให้ตัวเองเจ็บปวด

 

เราเลือกที่จะไม่เจ็บปวดได้ด้วยเหรอ

 

ผมว่าได้นะ

 

งั้นอาจจะเป็นเพราะว่าความเจ็บปวดเป็นความรู้สึกเดียวที่มันยังพอหลงเหลืออยู่บ้าง มันคงกลัวที่จะต้องรับรู้ว่า ความจริงแล้วมันมีแต่ความว่างเปล่า

 

ความว่างเปล่ามันโหดร้ายมากกว่าความเจ็บปวดอีกเหรอ

 

 ปริมว่ามันโหดร้ายกว่า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ว้า ผมต้องเลี้ยงกาแฟเหรอเนี่ยเสียงกับรอยยิ้มที่คุ้นเคยดึงฉันขึ้นจากภวังค์

 

ก็แน่สิคะ แทนเล่นมาช้าขนาดนี้นี่ ฉันพูดพร้อมกับส่งรอยยิ้มคืนกลับไป

 

ในเวลาที่อยู่กับแทนฉันฉันกลายเป็นคนที่ฟุ่มเฟือยรอยยิ้ม บางทีฉันยิ้มเพราะฉันมีความสุข แต่ในหลายๆครั้งฉันยิ้มเพราะกลัวว่าเขาจะรู้ว่าความจริงแล้วฉันไม่มีความสุข

 

 

 

 

                

 

   

 

 

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry