บทที่ 3/2
posted on 16 Apr 2008 21:51 by wormearth
ผมรอจนน้ำตาหยดสุดท้ายแห้งเหือดไปจากใบหน้าหม่นเศร้าแล้วจึงค่อยลุกขึ้น แม้จะเหนื่อยล้าสักแค่ไหนผมก็ไม่สามารถลืมได้ว่าผมไม่ใช่คนตัวเปล่าที่คิดจะนอนค้างที่ไหนก็ได้เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ผมมีลูกแมวน้อยให้ต้องดูและคืนนี้ผมต้องกลับบ้าน
.
ผมเคลื่อนไหวร่างกายไร้เรี่ยวแรงของตัวเองอย่างเชื่องช้า มวลสารแห่งความเศร้าที่ห่อหุ้มร่างกายและจิตใจผมมันหนักอึ้งกว่าที่เคย หนักจนแทบไร้แรงเดิน แต่เพราะผมรู้ดีว่าผมเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับลูกแมวน้อยของผมมากแค่ไหน และเธอจะแย่สักเพียงใดถ้าผมหายไปสักคืน แล้วยิ่งถ้าเธอฝันร้ายในคืนนี้แล้วไม่มีผมให้กอด เธอจะผ่านมันไปได้อย่างไร
.
บางทีคงจะจริงอย่างที่คนอื่นพูดถึงผม “คิดถึงคนอื่นมากกว่าตัวเองเสมอ”
.
.
.
.
.
.
.
ผมเปิดหน้าต่างรถจนสุด เปิดเพลงคลอเบาๆ แล้วขับเคลื่อนมันไปอย่างช้าๆ ช้าเท่าที่จะช้าได้ เพราะผมในคืนนี้ ในวันที่อ่อนแออย่างนี้ ไม่อยากรีบกลับไปเพื่อพบกับบ้านที่ว่างเปล่า
.
ผมแปลกใจเมื่อเห็นแสงไฟที่เปิดสว่าง และยิ่งแปลกใจเมื่อเห็นรถคันสีขาวของเธอจอดอยู่ในโรงจอดรถ ผมยกแขนขวาขึ้นดูเวลาจากนาฬิกาสายหนังสีน้ำตาลที่เธอซื้อให้เป็นของขวัญปีใหม่เมื่อปีที่แล้ว นาฬิกากรอบสี่เหลี่ยมบอกเวลาเที่ยงคืนกับอีกสิบหกนาที โดยปกติแล้วในเวลานี้เธอยังไม่ควรกลับถึงบ้าน ผมแปลกใจแต่ก็ดีใจ
.
เสียงเปิดประตูบ้านของผมทำให้เธอที่กำลังกดโทรศัพท์เงยหน้าขึ้นมอง เธอวางโทรศัพท์ในมือลงที่โซฟาแล้ววิ่งมากอดผม
.
“แทนหายไปไหนมา ทำไมไม่โทรมาบอก ปริมเป็นห่วงจะตายอยู่แล้วรู้ไหม”
.
“ผมขอโทษ”
.
เธอคลายวงแขนของเธออก แล้วเอามือเล็กนุ่มมาจับที่หน้าผม “เกิดอะไรขึ้น แทนไม่เป็นอะไรใช่ไหม”
.
“พอดีงานยุ่งๆ เลยไม่มีเวลาโทรบอก ขอโทษนะ”
.
“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว คราวหลังมีอะไรโทรบอกด้วยนะ จะได้ไม่ต้องเป็นห่วง”
“ครับ” ผมยิ้มให้เธอ แม้ว่ามันจะเป็นรอยยิ้มที่ไร้ชีวิตชีวาและไม่ได้แสดงออกถึงความสุขเลยสักนิด แต่มันก็เป็นการเคลื่อนไหวมุมปากที่มากที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้แล้ว เธอคงจะเข้าใจว่าผมยิ้มแบบนั้นเพราะเหนื่อยอ่อนจากงาน
.
“เดี๋ยวนี้ปริมดูข่าวแล้วเหรอ” ผมถามเพราะเสียงผู้ประกาศข่าวรอบดึกจากในทีวีกำลังพูดเจื้อยแจ้ว แต่ผมจำได้ว่าลูกแมวน้อยของผมไม่ชอบดูข่าว
.
“อ๋อ ไม่ได้ดูหรอก เปิดทิ้งไว้เฉยๆหน่ะ”
.
“ขอบคุณนะ”
.
“เรื่องอะไรจ๊ะ”
.
“ก็ทุกอย่างแหละ”
.
เธอยิ้ม “ไม่เห็นจะได้ทำอะไรให้สักหน่อย”
.
“งั้นปริมไปอาบน้ำก่อนนะ ถ้าหิวข้าวหมูกรอบอยู่บนโต๊ะนะจ๊ะ”
.
ผมเพิ่งสังเกตว่าเธอยังอยู่ในชุดทำงาน อาหารยังอยู่ในถุงบนโต๊ะกินข้าว เธอคงรอผมกลับบ้าน และระหว่างนั้นเธอคงโทรหาผมตลอด
.
ผมดึงเธอเข้ามากอด “ขอบคุณนะ”
.
“ก็บอกแล้วไงว่าไม่เป็นไร จะขอบคุณทำไมตั้งหลายรอบ” เธอค่อยๆดันตัวเองออกจากอ้อมกอดผม
.
“แทนก็รู้ว่าปริมไม่ชอบให้ใครกอด เวลาปริมตัวเหม็น”
.
“ทีเมื้อกี้ยังกอดได้เลย”
.
“เมื่อกี้ลืมตัว ไม่นับ”
.
“แต่ผมไม่เคยเห็นว่าปริมจะตัวเหม็นซักที”
.
“ไม่ต้องทำเป็นพูดเอาใจเลย”
.
“ผมพูดจริงนะ” เธอยิ้มให้ผมก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไป
.
วันนี้ผมทิ้งให้ลูกแมวน้อยขี้เหงาของผมอยู่บ้านคนเดียว ทั้งๆที่เธอขี้เหงาออกปานนั้น ทั้งๆที่เธอเกลียดการอยู่คนเดียวออกปานนั้น เธอก็ยังไม่ยอมไปไหนเพราะเธอเป็นห่วงผม
.
คงไม่ได้มีแต่ผมคนเดียวที่เป็นโรคคิดถึงคนอื่นมากกว่าตัวเอง
.
.
.
.
.
ผมนอนมองแผ่นหลังของเธอในชุดนอนสีครีมที่ดูตัดกันเหลือเกินกับผ้าปูที่นอนสีน้ำตาลเข้ม อย่างไม่รู้จะขอโทษเธออย่างไรสำหรับสิ่งที่ผมทำกับเธอ และยิ่งไม่รู้จะขอบคุณเธอยังไงในสิ่งที่เธอทำให้ผม
.
เมื่อผมปิดไฟลง ห้องทั้งห้องก็ตกอยู่ในความมืดมิดของราตรีกาล แต่ผมไม่สามารถข่มตาหลับลงได้ในความปวดร้าว น้ำตายังคงไหลรินในใจอย่างไม่ขาดสาย ความอ่อนแอทำให้ผมขยับตัวเข้าไปใกล้แล้วกอดเธอ แม้จะมองไม่เห็นแต่ผมก็รู้สึกได้ว่าเธอกำลังยิ้ม ยิ้มเหมือนกับทุกครั้งที่ถูกผมกอด
.
เธอกอดที่สองแขนของผม “ปริมรักแทนนะ ฝันดีค่ะ”
.
“ฝันดีครับ” ผมจูบเส้นผมของเธอเบาๆ
.
คำพูดเก่าก่อนของเธอลอยเข้ามาในหัว “ปริมโชคดีที่มีแทน” เป็นผมต่างหากที่โชคดีที่มีเธอ
.
.
.