บทที่ 3/1
posted on 11 Apr 2008 19:09 by wormearth
เครื่องปรับอากาศเสียงเงียบช่วยให้อากาศภายในห้องเย็นฉ่ำ แต่มันไม่ได้ช่วยลดอุณหภูมิความร้อนใจในงานที่ยังไม่มีทีท่าว่าใกล้จะเสร็จของผมเลย ผมนั่งปั่นงานสลับกับการดูนาฬิกาตลอดทั้งบ่าย แต่จนอีกสิบห้านาทีจะได้เวลาเลิกงาน งานที่กองสุมอยู่บนโต๊ะตั้งแต่เช้าก็ยังคงกองสูงอยู่อย่างนั้น
. ผมหยิบโทรศัพท์มือถือ เพื่อจะโทรบอกลูกแมวน้อยของผมว่าวันนี้ผมอาจจะต้องกลับบ้านดึกอีกครั้ง ก็พอดีกับเสียงเรียกเข้าที่คิดถึงดังขึ้น.
.
“แทน ยุ่งอยู่หรือเปล่า”
.“ไม่ยุ่งครับ คุยได้” ไม่ว่าผมจะทำอะไรอยู่ หรือไม่ว่าผมจะยุ่งมากแค่ไหนก็ตาม ไม่เคยมีสักครั้งที่ผมจะไม่ว่างสำหรับพี่เอก โดยเฉพาะในครั้งนี้ที่น้ำเสียงบอกกับผมว่าพี่เอกกำลังมีปัญหา
.“งั้นมาหาพี่ที่เดิมได้ไหม”
.“เอ่อ...ได้ครับ” ผมเป็นคนปฏิเสธคนไม่เก่ง ยิ่งกับพี่เอกด้วยแล้วยิ่งยากที่จะปฏิเสธเข้าไปใหญ่ ทั้งๆที่ผมรู้ดีว่าการทิ้งงานในครั้งนี้จะต้องมีปัญหาตามมาแน่นอน แต่น้ำเสียงแบบนั้นของเขาจะให้ผมวางเฉยลงคอได้อย่างไร
.“เดี๋ยวเจอกันนะ”
.“ครับ” ผมมองงานบนโต๊ะอีกครั้ง แล้วถอนหายใจดังราวกับว่ามันจะช่วยทำให้งานบนโต๊ะของผมหายไปได้
.
.ระหว่างการเดินทาง โทรศัพท์จากที่ทำงานโทรเข้ามาหลายสาย ผมเลยตัดสินใจปิดโทรศัพท์ราวกับคนไร้ความรับผิดชอบ โดยปกติแล้วผมไม่ใช่คนเหลวไหลแบบนี้ ออกจะรับผิดชอบสูงจนเกินไปด้วยซ้ำ น้อยครั้งที่ผมจะหนีงานอย่างที่ทำวันนี้ แต่ทุกครั้งที่ผมเป็นแบบนี้มีผู้ชายที่ผมรักเป็นเหตุผลเดียว
.
.
.เมื่อผมไปถึงก็พบพี่เอกในสภาพที่ไม่คุ้นตา จากผู้ชายที่เคยมาดเนี้ยบอยู่ตลอดกลับกลายเป็นคนที่ผมเผ้ายุ่งเหยิง ชายเสื้อหลุดลุ่ยออกมานอกกางเกง หน้าตาเหมือนคนอมทุกข์และแดงก่ำไปด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์
.พี่เอกชายตามองผมพร้อมกับกล่าวคำทักทายเบาๆ “มาแล้วเหรอ”
.ผมยิ้มรับ ก่อนจะเดินเข้าไปภายในห้องด้วยความระมัดระวังที่จะไม่เหยียบกระป๋องเบียร์หลายกระป๋องที่ระเกะระกะอยู่บนพื้น ผมหยิบเบียร์จากตู้เย็นออกมากระป๋องหนึ่งแล้วเปิดดื่ม ก่อนจะนั่งลงใกล้อย่างไม่รู้จะทำอะไรที่ดีไปกว่านี้ ผมเอื้อมมืออีกข้างไปจับที่มือเขา เพียงแค่นั้นน้ำตาของเขาก็ไหลพรูอีกครั้ง จากตาที่บวมช้ำแม้ผมจะเพิ่งเห็นน้ำตาก็รู้ได้ว่าเขาคงร้องไห้มาก่อนหน้า ผมหยิบผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋าเสื้อส่งให้
.ผมมองหน้าคนที่ผมรักที่กำลังเจ็บปวดอย่างจนใจ ผมควรจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ผมควรจะพูดอะไรในเมื่อผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเกิดอะไรขึ้น ผมเป็นคนพูดไม่เก่ง ปลอบใจคนยิ่งไม่เก่ง และผมก็ไม่รู้ว่าเขาจะต้องการคำปลอบใจจากผมหรือเปล่า แต่ถ้าเขาต้องการแค่ให้มีใครสักคนมานั่งอยู่เป็นเพื่อนผมก็จะเป็น ถ้าเขาแค่อยากให้มีใครสักคนนั่งดื่มเบียร์เป็นเพื่อนผมจะทำ ผมรู้สึกแย่ที่ผมทำเพื่อคนที่ผมรักได้เพียงแค่นี้
.หลายนาทีแห่งความเงียบผ่านไป ตลอดเวลาผมนั่งกุมมือเขาที่ซบหน้าลงกับเข่าที่ชันขึ้น แม้ว่าสายตาของผมเหม่อมองไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย แต่หัวสมองกลับคิดหาแต่สาเหตุแห่งน้ำตาที่ผมไม่กล้าถาม
.
.
.“แทน พี่แย่มากเหรอ”
.“ก็ไม่นี่ครับ ทำไมพี่เอกถึงถามผมแบบนั้น”
.“พี่อารมณ์รุนแรง ขี้โมโห แล้วก็ไม่มีเหตุผลจริงหรือเปล่า”
.“เอ่อ... ก็มีบ้างครับ” ผมนึกถึงเวลาที่พี่เอกโมโห พี่เอกเป็นคนที่ขี้โมโหและในหลายๆครั้งก็เป็นการโมโหอย่างไม่มีเหตุผลและไม่ยอมรับฟังเหตุผล แล้วในเวลาที่พี่เอกโมโหก็มักจะอดไม่ได้ที่จะทำร้ายอะไรสักอย่าง ไม่เป็นข้าวของก็เป็นผม หลายครั้งที่ผมตัวช้ำจนคนรอบข้างสงสัยว่าผมไปโดนอะไรมา ผมได้แต่หาข้อแก้ตัวไปเรื่อยเปื่อย
.เวลาที่ผมถูกทำร้ายไม่ใช่แค่ร่างกายหรอกที่เจ็บปวด ความรู้สึกผมไม่ได้รวดร้าวน้อยไปกว่ากันเลย แต่ผมก็ยังหาข้อแก้ตัวให้พี่เอกทุกครั้ง ทั้งกับคนรอบข้าง ทั้งกับตัวผมเอง
.“ฝ้าย เค้าขอเลิกกับพี่ เค้าบอกว่าเค้าทนนิสัยแบบนั้นของพี่ไม่ไหวแล้ว”
.“ไม่เป็นไรนะครับ พี่ฝ้ายคงพูดเพราะอารมณ์มากกว่า เดี๋ยวพอพี่เอกกลับไปง้อพี่ฝ้าย ขอโทษพี่เค้า คุยกับพี่เค้าดีๆ พี่ฝ้ายก็คงจะยอมยกโทษให้พี่เอก”
.“ทำไมฝ้ายถึงทนพี่ไม่ได้ ทำไมแทนยังทนพี่ได้เลย”
.“เพราะผมไม่เคยรูสึกว่าตัวเองต้องทนไงครับ”
.พี่เอกเงยหน้ามามองผม “จริงเหรอ ทำไมล่ะ”
.“เพราะพี่เอกมีข้อดีอยู่ตั้งเยอะ กับข้อเสียแค่ไม่กี่ข้อทำไมผมถึงจะรับไม่ได้ ที่ผมต้องทำก็คือเข้าใจความเป็นพี่เอก ทั้งหมดที่รวมกันเป็นพี่เอก ผมคิดแบบนี้”
.“ทำไมฝ้ายคิดไม่ได้อย่างแทนนะ” ผมไม่ได้ตอบพี่เอกไปว่า เพราะผมรักพี่เอกมากจนเรื่องไม่ดีๆของพี่เอกต่อให้มากแค่ไหน ผมก็มองเป็นเรื่องเล็กน้อยได้หมด และจะไม่มีความผิดไหนของพี่เอกที่ผมจะให้อภัยไม่ได้
.“ขอบใจนะ พี่ดีขึ้นแล้ว” ผมยิ้มรับ
.พี่เอกยกข้อมืออีกข้างขึ้นเพื่อดูนาฬิกา “พี่ว่าพี่กลับบ้านก่อนดีกว่า นี่ก็ค่ำแล้ว กลับบ้านดึกเดี๋ยวจะยิ่งมีปัญหา”
.“ครับ” มันน่าเศร้า แต่สำหรับพี่เอกผมมีค่าอยู่เท่านี้จริงๆ
.
.
.พี่เอกเดินจากไปอย่างเงียบๆ ไม่แม้แต่จะจูบลาผมเหมือนทุกที เสียงปิดประตูห้องแม้จะแผ่วเบาแต่ก็ดังก้องไปถึงหัวใจ เสียงฝีเท้าที่ไกลออกไปทุกทีทำให้ผมอ้างว้างเหลือกำลัง
.ผมดื่มเบียร์ที่เหลืออยู่จนหมด น้ำตาไหลรินอย่างปวดร้าว อดคิดไม่ได้ว่าถ้าคนที่ทนไม่ไหวเป็นผม ถ้าคนที่บอกเลิกเป็นผม เขาจะรู้สึกอะไรบ้างไหม จะร้องไห้เสียใจแบบนี้หรือเปล่า ยิ่งคิดผมก็ยิ่งรู้สึกแย่ลงเรื่อยๆ เพราะผมรู้คำตอบของคำถามพวกนั้นอยู่แก่ใจ
.ถ้าผมไม่มัวแต่คิดเข้าข้างตัวเองผมก็น่าจะพอคิดได้ว่าเขาไม่ได้รักผม ผมก็เป็นแค่ตัวอะไรสักตัวที่อยากนอนด้วยก็โทรมา พอรู้สึกแย่ก็เรียกให้มาหา ในวันที่เขามีความสุข ผมไม่เคยจะได้มีส่วนแบ่งในชีวิตช่วงนั้น ทั้งๆที่สำหรับผมไม่ว่าจะอยู่กับใคร ไม่ว่าจะที่ไหน ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ ผมมีเขาอยู่ในใจเสมอ
.บางทีอาจจะผิดที่ผมเองที่ยังรักเขาได้ไม่มากพอ ผมถึงยังเจ็บ ถึงยังเสียใจ ถึงยังคิดถึงความรู้สึกที่ปวดร้าวกับหัวใจที่ร้าวรานของตัวเอง ผมทิ้งตัวลงบนที่นอน น้ำตายังไหลรินไม่ขาดสาย ผมอดถามตัวเองไม่ได้ว่าแล้วในวันที่ผมรู้สึกแย่และต้องการเขาอย่างที่สุดอย่างในคืนนี้ เขาอยู่ที่ไหน
.
.
.
.
.
.
.
.
.
*************************************************************
.
.
.
ป.ล.
.
ล้อเล่นกับความรู้สึกของตัวเอง...เหนื่อยไหม?
ล้อเล่นกับความรู้สึกของคนอื่น...สนุกไหม?
.
คำหวานที่ไม่ได้มาจากความรู้สึกนอกจากปราศจากความหมายแล้วยังไร้ค่า เคยรู้บ้างไหม
.
ถ้าคนพูดไม่ได้รู้สึก...ก็อย่าทำให้คนฟังเขาต้องรู้สึก
.
เคยมีคนบอกกับฉันว่า "ความรักไม่ใช่เกม" และตลอดมาฉันคิดเช่นนั้น
.
.