บทที่ 1
posted on 01 Apr 2008 20:59 by wormearth
ลมหนาวของเดือนธันวาคมพัดผ่านประตูระเบียงที่เปิดไว้ ผ้าม่านบางสีขาวปลิวไหวตามแรงลม โมบายที่แขวนอยู่ที่ขอบประตูส่งเสียงเบาๆ กับแสงแดดรำไรที่สาดส่องเข้ามา ไม่เพียงพอที่จะปลุกผู้หญิงที่กำลังนอนหลับอยู่บนเตียงให้ตื่นได้ เธอคงกำลังหลับฝันดี
.2 ปีมาแล้วที่ผมชินตากับภาพเธอที่กำลังหลับในยามเช้าแบบนี้ เพราะผมมักจะตื่นเช้ากว่าเธอเสมอ เมื่อคืนเธอสวมชุดนอนสีม่วง สีเดียวกับชุดนอนที่ผมกำลังสวมใส่อยู่
.เรามักจะสวมใส่ชุดนอนสีเดียวกันเสมอ เช่นเดียวกับเสื้อผ้าชุดอื่นๆในวันหยุด นั่นเป็นความคิดของเธอซึ่งผมก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร เราจะใส่เสื้อผ้าคนละสีกันก็เพียงแค่ในวันที่เราโกรธกันหรือทะเลาะกันซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก และเราก็ไม่เคยโกรธกันนานๆ
.ผมนั่งมองดูเธอที่กำลังหลับ ใบหน้าปราศจากเครื่องสำอางที่น้อยคนนักจะได้เห็น เพราะเธอจะไม่มีทางยอมออกจากบ้าน ถ้าไม่ได้ทาแป้งกับลิปสติกเป็นอย่างน้อยที่สุด ผมสีน้ำตาลของเธอยาวตรงจนเกือบถึงกลางหลัง เธอเพิ่งไปยืดผมมาเมื่อวานนี้ กลิ่นน้ำยายืดผมยังโชยแตะจมูกยามที่ผมจูบหน้าผากเธอ เธอเปลี่ยนทรงผมอยู่เสมอจนผมจำไม่ได้ว่า เส้นผมจริงๆของเธอเป็นสีอะไร และเธอเป็นคนผมหยิกหรือผมตรงกันแน่ ทรงผมแต่ละทรงของเธอทำให้บุคลิกของเธอดูเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทุกครั้งหลังเปลี่ยนทรงผมใหม่ เธอจะต้องวุ่นวายกับการหาเสื้อผ้าใหม่ให้เข้ากับทรงผม และทุกครั้งคนที่จะต้องไปซื้อของเป็นเพื่อนเธอและคอยช่วยถือของก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นผมเอง
.
. บางทีในเช้าวันอาทิตย์แบบนี้ หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยจากการทำงานมาตลอดทั้งสัปดาห์ ผมควรจะนอนต่ออีกสักหน่อย ผมหยิบที่คั่นหนังสือมาคั่นหน้าที่อ่านค้างไว้แล้ววางหนังสือลงบนโต๊ะตรงหัวเตียง หลังจากดึงหมอนลงแล้ว ผมก็ซุกตัวใต้ผ้าห่มอุ่นกอดเธอแล้วหลับไป
.
....
“วันนี้ปริมตื่นก่อน ปริมชนะ” เธอทักทายผมด้วยเป็นประโยคนี้เป็นประโยคแรกหลังจากที่ผมลืมตาขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงเธอแสดงออกถึงความดีใจ บางครั้งลูกแมวน้อยของผมก็มีความสุขง่ายๆแบบนี้เอง
.มีแค่ไม่กี่ครั้งตั้งแต่ที่เราแต่งงานกันมาที่เธอจะตื่นเช้ากว่าผม และผมก็ไม่อยากทำเธอเสียใจ ผมเลยไม่ได้บอกเธอไปว่าอันที่จริงผมตื่นนานแล้ว เธอหอมแก้มผมหนึ่งทีก่อนจะลุกไปอาบน้ำ
.ในวันหยุดแบบนี้เราชอบที่จะไปดูหนังด้วยกัน วันนี้เราตกลงกันที่จะใส่กางเกงยีนส์กับเสื้อยืดสีขาว หนังวันนี้ไม่สนุกนัก อาจเป็นเพราะเราคาดหวังกับมันมากไปหน่อย บางครั้งเราไปดูหนังบางเรื่องที่ไม่เคยคิดอยากดูมาก่อนแล้วพบว่ามันสนุก อาจเป็นเพราะว่าเราไม่ได้คาดหวังอะไรกับมันมากนัก
.เราทั้งคู่ถึงได้ไม่ชอบการคาดหวัง แต่เราก็อดไม่ได้ที่จะคาดหวังกับเรื่องต่างๆ อยู่เสมอ แม้ว่าสุดท้ายเราจะต้องผิดหวังก็ตาม แต่สิ่งที่เราเกลียดที่สุดก็คือการถูกคาดหวังจากคนอื่น เพราะถึงแม้ว่าเราจะพอมีข้อดีอยู่บ้าง แต่เราก็มีข้อเสียอยู่ไม่น้อย และไม่เคยดีพอสำหรับความคาดหวังของใคร เราถึงได้ตกลงกันว่าจะไม่คาดหวังอะไรในตัวกันและกัน เรายอมรับในข้อดีและข้อเสียทั้งหมดของอีกฝ่าย นี่เป็นอีกผลหนึ่งที่ทำให้มิตรภาพของเรายืนยาว
.เธอเสนอร้านอาหาร 2-3 ร้านที่เธออยากกินให้ผมเลือกสำหรับมื้อเย็น บ่อยๆที่เธอมักจะเป็นแบบนี้ คืออยากกินอะไรหลายอย่างจนเลือกไม่ถูก ผมเลยต้องเป็นคนตัดสินใจแทน แต่โดยปกติเธอจะเป็นคนเลือกว่าเราจะทานอะไรกัน คงเพราะผมเป็นพวกกินอะไรก็ได้ ส่วนเธอเป็นคนกินยาก วันนี้ผมเลือกที่จะกินอาหารญี่ปุ่น
.เธอทำหน้างอเล็กๆ แล้วถามผมว่า “แทนไม่อยากกินอาหารอิตาเลี่ยนเหรอ”
.“อิตาเลี่ยนก็ได้ ตามใจปริม” เธอยิ้ม แต่ผมส่ายหัว ลูกแมวน้อยของผมนี่เอาใจยากที่สุดในโลก
.
.
.
.เธอกำลังลงไปเปิดประตูบ้านก็พอดีกับที่เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เสียงที่ตั้งไว้ทำให้ผมรู้ทันทีว่าปลายสายเป็นใคร ผมควานหาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงอย่างรีบร้อน
.“ฮัลโหล ครับ”
.“วันนี้แทนว่างไหม”
.“ว่างครับ”
.
“ออกมาหาพี่ได้ไหม”
.“ได้ครับ”
.“งั้นเจอกันที่เดิมนะ”
.“ครับ”
..เธอยังยืนอยู่ที่ประตู รอที่จะปิดประตูบ้านหลังจากที่ผมเอารถเข้าไปจอดในบ้านเรียบร้อยแล้ว ผมกดกระจกลงเพื่อบอกเธอ “ผมจะออกไปข้างนอกนะ คงจะกลับดึกๆ ถ้าไม่กลับผมจะโทรบอก” เธอยิ้มแล้วโบกมือลาผม
.
.
.
.ที่เดิมของเราก็คือคอนโดเล็กๆ ย่านชานเมือง ห้อง804 เขาซื้อที่นี่เพราะผมไม่ชอบบรรยากาศของโรงแรมม่านรูด ส่วนโรงแรมธรรมดามันก็เสี่ยงเกินไปที่จะเจอคนรู้จัก โดยเฉพาะคนที่รู้จักเราแต่เราไม่รู้จักเขา เพราะเราจะไม่สามารถหลบเลี่ยง รวมไปถึงการเตรียมข้อแก้ตัวดีๆ เอาไว้ตอบคำถามได้เลย
.ห้องของเราไม่มีอะไรนอกไปจากเตียง ตู้เสื้อผ้าที่มีเสื้อผ้าอยู่ในนั้นแค่ไม่กี่ชุด โต๊ะเครื่องแป้งที่ไม่มีอะไรอยู่บนนั้น แล้วก็ตู้เย็นที่มีแค่น้ำเปล่ากับเบียร์ ห้องนี้ไม่มีทีวีด้วยซ้ำ เพราะเราไม่เคยมีเวลาอยู่ด้วยกันมากพอที่จะมีเวลาเหลือเอาไว้ดูทีวี
.เกือบสามอาทิตย์แล้วที่เราไม่ได้พบกัน ผมคิดถึงคนที่เพิ่งจะวางหูโทรศัพท์ไปเหลือเกิน ผมเหยียบคันเร่งจนมิด ผมอยากไปถึงที่นั่นให้เร็วที่สุด ช่วงเวลาที่ติดไฟแดงแค่ไม่กี่นาทีนั้น สำหรับผมมันนานราวกับชั่วกัปชั่วกัลป์ เรามีเวลาอยู่ด้วยกันไม่มากนัก นั่นทำให้เวลาแต่ละนาทีมีความหมายกับผมเหลือเกิน
.
.
.เมื่อผมไปถึง เขากำลังนั่งดื่มเบียร์อยู่ที่ขอบเตียง ผมเดินเข้าไปหา เขายื่นกระป๋องเบียร์ที่เหลืออยู่ไม่มากนักให้ผม ผมดื่นรวดเดียวจนหมด แล้วทิ้งกระป๋องเบียร์ลงกับพื้น ก่อนที่ผมจะโน้มตัวลงจูบอย่างแสนคิดถึง เพลงรักระหว่างเราดำเนินไปอย่างรุนแรง รวดเร็ว และเร่าร้อน
.
.ผมยังนอนอยู่บนเตียงในขณะที่เขาลุกขึ้นแต่งตัว “พี่เอก คืนนี้ค้างที่นี่ไม่ได้เหรอ” ผมถามทั้งที่รู้คำตอบดีอยู่แล้ว
.“เมียพี่ไม่ได้พูดง่ายเหมือนเมียนายนะ” การที่เขาจะหายตัวไปแค่ไม่กี่ชั่วโมง อาจจะหาข้อแก้ตัวดีๆได้ไม่ยากนัก แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยถ้าเขาจะหายไปทั้งคืน
.“ไม่เอาน่า แทนอย่างอแงเป็นเด็กๆสิ ไว้พี่จะหาทางมาหาใหม่นะ เข้าใจพี่ใช่ไหม ไม่ใช่ว่าพี่ไม่อยากอยู่ต่อ แต่มันทำไม่ได้แทนก็รู้” เขาจูบลาผมเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะจากไป
.นานแค่ไหนกว่าเราจะได้พบกันอีก ผมไม่รู้เลย และผมก็ไม่ทางรู้ได้ เรื่องเดียวที่ผมรู้ คือผมต้องเข้าใจกับสภาพแบบนี้ ไม่ว่าผมจะอยากเข้าใจหรือไม่ก็ตาม ผมไม่มีทางเลือกอื่น ถ้าผมไม่เข้าใจ ถ้าผมเรียกร้อง ถ้าผมทำตัวมีปัญหา เราคงคบกันไม่ยืดยาวถึง 7 ปี
.ผมยังอยากนอนอยู่บนตียงอีกซักพักเพื่อซึมซับไออุ่นของคนที่เพิ่งลุกจากไป เพราะอย่างที่บอก ผมไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนกว่าที่เราจะได้พบกันอีก ผมถึงต้องซึมซับไออุ่นของวันนี้ให้มากที่สุด เพื่อที่จะได้ใช้มันในช่วงเวลาหลังจากนี้ จนกว่าเขาจะมาเติมไออุ่นให้ผมอีกครั้ง
. บางครั้งถ้าผมคิดถึงเขามากจนทนไม่ไหว ผมจะมาที่ห้องนี้ นอนบนเตียงนี้ หลับตาแล้วคิดถึงเขา………………………………..
.
.
.
ฉันมองดูตัวเองในกระจกเงาบานใหญ่บนโต๊ะเครื่องแป้งเพื่อที่จะใส่ต่างหูเป็นอย่างสุดท้าย กระจกไม่ได้สะท้อนแค่ภาพฉัน แต่ยังฉายภาพผู้ชายอีกคนที่สวมใส่เพียงแค่บ็อกเซอร์ตัวเดียวกำลังนั่งมองฉันจากปลายเตียง
.ฉันหันกลับหลังไปบอกลาเขา “ฉันไปก่อนนะ”
.เขาจับมือเพื่อดึงตัวฉันเข้าไปสวมกอด “ผมจะได้เจอคุณอีกไหม”
.“คงไม่แล้วหล่ะ”
.“ทำไมล่ะครับ”
.“ฉันไม่อยากให้คุณโดนสามีฉันฆ่าตาย ไปนะ” ฉันพูดพลางผละตัวออกจากอ้อมแขนที่คลายลงตั้งแต่ตอนที่ฉันพูดถึงสามีแล้ว
.ฉันเดินตรงไปที่ประตูโดยไม่ได้มองว่าชายแปลกหน้าที่ฉันไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อมีสีหน้าและท่าทางอย่างไร ฉันปิดประตูอย่างแผ่วเบาโดยไม่สนใจจะมองหมายเลขห้อง เพราะถึงอย่างไรฉันคงไม่ได้กลับมาที่นี่อีก คงมีแต่เสียงรองเท้าส้นสูงของฉันที่ดังไปตลอดทางเดินอันเงียบงัน
.
.
.
.
ฉันเขย่าตัวสามีที่กำลังนอนหลับอยู่บนโซฟาเบาๆ “กลับมาแล้วเหรอ” เขาทักฉันด้วยเสียงอู้อี้และยังไม่ยอมลืมตาดี
.“กลับมาแล้วค่ะ”
.“งั้นผมไปนอนก่อนนะ” เขาเดินอย่างงัวเงียไปทีเตียง ฉันปิดทีวีที่เขาเปิดค้างไว้ อาบน้ำแล้วเข้านอน
.
.
.
******************************************
.
.
ป.ล.1 จะมีใครอ่านจบไหมนะ
.
.
ป.ล.2 สำหรับคนที่อ่านจบ...
.
ได้โปรดบอกฉันด้วยความสัตย์จริง ว่าคุณให้ผ่านไหมสำหรับบทที่1 ของฉัน
ถ้าคุณคิดว่ามันยังไม่ดีพอ ได้โปรดบอกฉัน อย่าได้เกรงใจ
ขอบคุณค่ะ